Canon EOS 30D
Canon EOS 30D
โดดเด่นที่ฟังก์ชั่สำหรับมืออาชีพ
หากจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เป็นจุดเด่นของกล้องถ่ายภาพจากแคนนอนมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นความฉับไวของเทคโนโลโย ที่จะไม่ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวกล้องในกลุ่ม DSLR ออกมาเป็นว่าเล่น จากกล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้รุ่นแรกอย่าง EOS D30 ออกสู่ตลาดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว มาสู่ยุคแห่งการแข่งขันพัฒนาความละเอียดของภาพให้สูงขึ้นในรุ่น EOS D60 และการเพิ่มฟังก์ชั่นที่น่าใช้งาน ผสานกับบอดี้แบบกึ่งมืออาชีพในรุ่น EOS 10D ที่มืออาชีพยังต้องยกนิ้วให้ จนมาถึงกล้องที่เรียกได้ว่าเป็นเรือธงในกลุ่มกล้อง DSLR ระดับมือกึ่งมืออาชีพอย่าง EOS 20D ที่ได้เพิ่มความละเอียดให้สูงถึง 8 ล้านพิกเซล ที่ถือว่ามากที่สุดแล้วในกล้องระดับเดียวกัน ล่าสุดในปี 2006 แคนนอนก็ไม่ปล่อยให้ช่องว่างนี้นิ่งนานจนเกินไป จึงเปิดตัว EOS 30D ออกมาในขณะที่ความร้อนแรงของกล้อง DSRL กำลังถึงขีดสุด แบบที่เรียกได้ว่าใส่ฟังชั่นมาให้อย่างไม่ยั้งมือ โดยใน EOS 30D ใหม่นี แคนนอนกลับยังไม่ได้เพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นอย่างที่สาวกแคนนอนคาดหวังเอาไว้แต่กลับปรับปรุงไปที่ฟังชั่นการทำงานของตัวกล้องเสียมากกว่า ทั้งความรวดเร็วในการตอบสนองการทำงาน ฟังชั่นปลีกย่อยที่มีความจำเป็นสำหรับมืออาชีพ และจอ LCD ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 2.5 นิ้ว แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น EOS 5D ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หากจะมองว่า EOS 30D มีการเปลี่ยนแปลงจาก EOS 20D ไม่มากนัก ผมแนะนำให้ลองอ่านรายงานการทดสอบนี้เสร็จก่อนเชื่อว่าคุณอาจจะเปลี่ยนใจไปเลยก็ได้
ผมได้รับกล้อง EOS 30D สำหรับการทดสอบมาจาก บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ด้วยระยะเวลาเพียง 4 วันเท่านั้นก่อนช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ก็เป็นเวลาเพียงพอจะทำความรู้จักกับกล้องรุ่นนี้อย่างละเอียด พอที่จะจะรู้ว่าความน่าใช้งานของมันมีมากน้อยแค่ไหน และคิดว่าผู้ที่เฝ้ารอก็ไม่หน้าจะผิดหวังหากได้อ่านสเปคของ EOS 30D อย่างจริงจัง ซึ่งผมอยากจะเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจาก EOS 20D มาเป็น EOS 30D ว่าเหมือนกับครั้งที่เลี่ยนจาก EOS D60 มาเป็น EOS 10D ในตอนนั้นจะเห็นได้ว่าเสริมฟังชั่นการทำงานให้น่าใช้มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ EOS 10D กลายเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมจากช่างภาพกึ่งมืออาชีพไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยฟังชั่นที่เพิ่มเข้ามาใน EOS 30D ก็เป็นการเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองระบบต่าง ๆ ของตัวกล้องเป็นหลัก เช่น ความเร็วในการ Start-up ที่ใช้เวลาเพียง 0.15 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในบรรดากล้องของแคนนอนในปัจจุบัน, เพิ่มทางเลือกในระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง ที่สามารถเลือกความเร็วได้ 2 ระดับ ทั้งแบบ 5 และ 3 เฟรม/วินาที ได้ติดต่อกันมากขึ้น, โหมด Picture style อันเป็นรูปแบบการเลือกลักษณะของภาพถ่าย ให้เหมาะกับการถ่ายภาพแต่ละรูปแบบได้อย่างง่ายได้ สุดท้ายคือจอ LCD ขนาดใหญ่ 2.5 นิ้ว ทีให้ภาพได้ละเอียดสดใส อีกทั้งยังมีองศาการมองภาพกว้างมากกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฟังชั่นที่ช่างภาพมืออาชีพต่างมองหา และกล้อง EOS 30D สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
เซ็นเซอร์ CMOS 8.2 ล้านพิเซล เพียงพอแล้วกับการใช้งาน
ขนาดภาพที่ 8 ล้านพิกเซลนี้ นับว่าเพียงพอกับการใช้งานแทบจะทุกรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งพิมพ์, กีฬา หรือแม้แต่งานถ่ายภาพแฟชันทั่ไปซึ่งใน EOS 30D ยังคงใช้เซ็นเซอร์รับภาพCMOS รุ่นเดียวกับ EOS 20D ที่มีขนาด 22.5x 15.0 มม. ให้ความละเอียดสูงสุดที่ 8.5 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดของเม็ดพิกเซลที่ใหญ่ถึง 6.4 ไมครอน ให้ไดนามิกเร้นจ์ในการรับแสงกว้าง และปรากฎ Noise ในภาพน้อยที่สุดในเกือบทุกความไวแสง โดยเซ็นเซอร์รับภาพยังคงทำงานร่วมกับระบบประมวล DIGIC II เช่นเดิม ซึ่งเป็นระบบประมวลผลที่มีความเร็วในการทำงานเป็นเยี่ยม โดยเซ็นเซอร์ภาพจะส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง ผ่านช่องสัญญาณที่มีมากถึง 4 ช่องทางไปยังระบบประมวลผลที่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยมาก ๆ จึงเป็นจุดเด่นของกล้องที่จะสามารถถ่ายภาพได้ที่จำนวนน้อยมากกว่า
อีกทั้งยังเพิ่มช่องความกว้างของเซ็นเซอร์รับภาพ ให้มีความไว้ต่อแสงได้ตั้งแต่ ISO 100 ไปจนถึง ISO 3200 เลยที่เดียว ( เพิ่ม ISO 3200 ได้ในคัสตอมฟังชั่น ) โดยสามารถเลือกความไวแสงได้ละเอียดขั้นละ 1/3 สตอป เป็นเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายสำหรับช่างภาพที่มีความพิถีพิถันกับภาพถ่ายเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังเพิ่มบัฟเฟอร์ในการพักข้อมูลก่อนบันทึกลงการ์ดให้มากขึ้นในโหมดการถ่ายภาพต่อเนื่อง โดยสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องติดต่อกันสูงสุดถึง 30 ภาพ แบบ JPEF/ Fine และ 11 ภาพแบบ RAW ไฟล์เลยทีเดียว ส่วนการถ่ายภาพต่อเนื่องนั้น ได้เพิ่มความน่าใช้ขึ้นโดยสามารถเลือกระดับการถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 2 ระดับ โดยในแบบความเร็วสูงจะอยู่ที่ 5 เฟรม/วินาที สำหรับถ่ายภาพแอ็คชั่นทีต้องการความเร็วสูงมาก ๆ เช่น ภาพข่าว ภาพกีฬา ความเร็ว ส่วนการถ่ายภาพต่อเนื่องในแบบความเร็วต่ำ จะอยู่ที่ 3 เฟรม/ วินาที ซึ่งเหมาะสำหรับถ่ายภาพแอ็คชั่นที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก เช่น การถ่ายภาพแฟชั่น, ภาพกีใาที่มีการเคลื่อนไหวไม่เร็วมากนัก ซึ่งการเลือกความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องได้นั้น จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้เหมาะสมกับการทำงานได้มากขึ้น
เซ็นเซอร์รับภาพของ EOS 30D เป็นเซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าฟิล์ม 1.6 เท่า ดังนั้นการนำเลนส์มาใช้จึงต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่มอีก 1.6 เท่าเหมือนกับกล้องในระดับนี้ทั่วไป มุมกล้องที่ได้จึงแคบลงจากเดิม ซึ่งแคนนอนก็ได้เปิดตัวเลนส์ใหม่ในอนุกรม EF-S สำหรับกล้องที่มีเซ็ฯเซอร์ภาพแบบ โฟกัสเทียบเท่า 27-88 มม. ในฟอร์แมตกล้อง 35 มม. ที่ไม่ต่างจากเลนส์ซูมเกรดโปรเลยทีเดียว
โหมดสีรูปแบบใหม่ Picture Style
หากได้อ่านผลการทดสอบของ EOS 5D และ EOS-1D Mark II N ไป ก็จะทราบดีว่าแคนนอนได้เปิดตัวฟังชั่นการทำงานใหม่ของโหมดสีที่ใช้ในการถ่ายภาพ ที่เรียกว่า “ Picture Style” มาให้ผู้ใช้งานได้มีความสะดวกในการเลือกในการเลือกรูปแบบและลักษณะของภาพที่จะถ่าย ให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพแต่ละแบบได้มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่จะต้องปรับค่าความอิ่มตัวของสีคอนทราสต์, โทนสี และความคมชัดของภาพเองใน Parameter มาเป็นการปรับตั้งแบบสำเร็จรูปมากขึ้นโดยแบบรูปแบบของลักษณะภาพที่ใช้งานออกเป็น 6 แบบ คือ Standard สำหรับภาพถ่ายทั่วไปที่จะให้สีสันของภาพออกมาแบบกลาง คอนทราสต์ไม่จัดจ้านมากนักเหมือนการถ่ายภาพด้วมฟิล์มเนกาทีฟ, Portrait สำหรับการถ่ายภาพบุคคลที่ต้องการไล่โทนสี และรายละเอียดของสีผิวที่อ่อนนุ่มเป็นหลัก Landscape สำหรับการถ่ายภาพธรรมชาติที่ต้องการทั้งสีสัน คอนทราสต์ และความอิ่มตัวของสีมากที่สุด คล้ายกับการถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์, Neutral สำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการสีสัน และความอิ่มตัวของสีอย่างเป็นธรรมชาติ, Faithful สำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการค่าสีเป็นกลางมากที่สุด โดยที่ค่าความอิ่มตัวของสี โทนสี และคอนทราสต์จะตั้งอยู่ที่ 0 เป็นหลัก เหมาะกับภาพที่ต้องการสีสันเป็นกลาง เช่น การถ่ายภาพในสตูดิโอ, Monochrome สำหรับการถ่ายภาพขาวดำ ที่สามารถเพิ่มฟิลเตอร์ในการถ่ายภาพได้อย่างหลากหลาย ทั้งสีเหลือง ส้ม แดง และเขียว เพื่อปรับคอนทราสต์ของภาพให้เหมาะกับภาพที่ต้องถ่ายได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องสวมฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ให้ยุ่งยากเสียเวลา นอกจากนี้ยังมีโหมดสีของภาพให้เลือกอีกถึง 4 แบบ ได้แก่ ซีเปีย บลูโทน โทนสีม่วง และโทนสีเขียว
นอกจาก Picture Style พื้นฐาน 6 แบบแล้วยังสามารถตั้งเอง- User Defined ได้อีก 3 แบบ หรือเพิ่ม picture Style ในกล้องได้อีกโดยการดาวน์โหลดรูปแบบของภาพที่ต้องการจากอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในตัวกล้องได้ทันที ( เว็บไซต์ของแคนนอน ) วึ่งรูปแบบการเลือกใช้ Picture Style ก็เปรียบเสมือนกับการเลือกชนิดของฟิล์ม ให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพแต่ละแบบก่อนที่จะมีการถ่ายภาพนั้นเอง ซึ่งให้ความสะดวกเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพด้วยไฟล์แบบ JPEG โดยไม่ต้องปรับแต่งในคอมพิวเตอร์ภายหลัง ส่วนผู้ที่นิยมถ่ายภาพด้วยไฟล์แบบ RAW จะสามารถเลือกหรือเปลี่ยน Picture Style ให้เป็นในรูปแบบต่าง ๆ จากในคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระ ด้วยซอฟท์แวร์ Canon Digital Photo Professional เวอร์ชั่น 2.1 ล่าสุดแถมมาให้ในกล่อง
จอมอนิเตอร์ LCD 2.5 นิ้ว ใหญ่เต็มตา
จุดเด่นสำคัญของ EOS 30D อีกอย่างหนึ่งก็เห็นจะเป็นจอมอนิเตอร์ LCD แบบใหม่ที่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว แบบเดียวกับที่ใช้ใน EOS-1D Mark II N และ EOS 5D ก่อนหน้านี้ ซึ้งจอ LCD รุ่นใหม่นี้นอกจากจะมีขนาดที่ใหญ่และดูภาพได้อย่างเต็มตาแล้วยังเพิ่มองศาการมองภาพได้กว้างกว่าเป็น 170 องศา ( EOS 20D มีขนาด 1.8 นิ้ว และมองได้ 80 องศา ) จึงทำให้การมองภาพในมุมต่าง ๆ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน สีสันถูกต้อง บวกกับความละเอียดของหน้าจอที่มีมากถึง 230,000 พิกเซล ทำให้ภาพที่พรีวิวอยู่มีความสดใส คมชัด และอิ่มตัวสูงมาก ๆ แม้จะมองในที่ที่มีแสงจ้า นอกจากนี้ยังเพิ่มการแสดงกราฟฮิลโตแกรมในแบบ RGB แยกแต่ละสีได้อิสระ พร้อมทั้งแสดงส่วนที่เป็นไฮไลต์ได้แต่ละสีเช่นเดียวกัน จึงทำให้การตรวจสอบส่วนที่ขาดรายละเอียดในภาพทำได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นรวมถึงการแสดงภาพถ่ายในโหมด JUMP ที่เลือกดูภาพแบบรวดเร็วได้ครั้งละ 10, 100 ภาพ และแบ่งเป็นแบบวันที่ถ่ายภาพได้เลยทีเดียว ทำให้การค้นหาภาพทำได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว
การออกแบบ : เมื่อได้สัมผัสกับ EOS 30D ในครั้งแรก ผมรู้สึกถึงความบึกบึนของบอดี้ที่ทำได้ดีกว่าEOS 20D อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะว่าไปแล้วบอดี้ภายในทั้งหมดของ EOS 30D ขึ้นรูปจากแมกนีเซี่ยมอัลลอยด์เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้มันมีความบึกบึนมากกว่าเดิม กลับอยู่ที่ความหนาของบอดี้ที่เพิ่มขึ้นอีก 2 มม. จาก 71.5 เป็น 73.5 มม. และน้ำหนักที่มากกว่าเดิมอีกประมาณ 15 กรัม จาก 685 เป็น 700 กรัม ซึ่งความหนักแน่นและบึกบึนที่เพิ่มขึ้นนี้ มาจากบอดี้ที่เพิ่มขนาดจอ LCD เป็น 2.5 นิ้ว และการออกแบบบอดี้บริเวณด้านหลังของตัวกล้องใหม่ ให้สอดรับกับการปรับควบคุมที่ง่ายดาย และอยู่ในจุดที่ลงตัวมากยิ่งขึ้นนั้นเอง
หากมองอย่างเผิน ๆ แล้วด้านหลังตัวกล้องของ EOS 30D นั้น เรียกได้ว่าเส้นสายการออกแบบแทบจะไม่ต่างจาก EOS 5D เลยก็ว่าได้ สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือบริเวณหัวกระโหลกของกล้องที่เป็นส่วนของแฟลชป๊อปอัพ ที่ทำเส้นสายให้สอดคล้องไปกับบอดี้ทั้งหมด ไม่มีการหักเหลี่ยมมุมเหมือนกับรุ่น EOS 20D ซึ่งเป็นจุดที่ผมไม่ชอบกับส่วนนี้เลยของ EOS 20D ( ความเห็นส่วนตัว) ในตอนที่ออกมาครั้งแรก มันลดความสวยงามของบอดี้ลงไปเยอะ ตามความเห็นของผมแล้ว EOS 10D เป็นกล้องที่ออกแบบเส้นสายบริเวณนี้ได้ลงตัวที่สุด แต่พอเปิดตัว EOS 30D มาทางเว็บไศต์ก็ต้องโล่งอก ที่แคนนอนออกแบบเส้นสายบริเวณนี้ใหม่ โดยทำเป็นสันโค้งรับกับบอดี้กล้องอย่างลงตัว ถึงแม้จะมีขนาดของหัวกระโหลกใกล้เคียงกับ EOS 20D แต่ก็มีความสวยงามมากกว่า หากมองลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยของบอดี้นั้น ผมยอมรับว่า EOS 30D เป็นกล้องที่ออกแบบภายนอกที่ลงตัวและสวยงามขึ้นจนน่าประทับใจเลยที่เดียว
กริปมือจับ EOS 30D ทำเป็นสันนูนโค้งมนใกล้เคียงกับรุ่นเดิมเป็นอย่างมากแต่เมื่อจับถือดูกลับรู้สึกถึงความกระชับมือมากขึ้นอีกเล็กน้อยปุ่มชัตเตอร์และวงแหวนควบคุมหลักทางด้านบน ยังคงเอกลักษณ์ ของกล้องจากแคนนอนเอาไว้อย่างแน่น โดยทำเป็นร่องเว้ารับกับนิ้วเอาไว้อย่างลงตัว ซึ่งจะเห็นได้จากกล้องแคนนอนแทบทุกรุ่นเลยก็ว่าได้ส่วนวงแหวนควบคุมหลักนั้น ก็อยู่ในตำแหน่งที่นิ้วชี้เอื้อมมาหมุนได้สะดวกดีเยี่ยมเหมือนเช่นเดิม ถัดจากกริปด้านในเป็นช่องสัญญาณไฟ LED ใช้กระพริบเตือนในระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพตัวเองส่วนแปลนเมาท์เลนส์ก็ออกแบบให้เป็นสันนูน ที่มีสโลปรับกับบอดี้กล้อง ไม่ได้ตัดตรงลงมาเหมือนกับ EOS 20D แล้วสวยงามกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมองเข้าไปในแปลนเมาท์เลนส์ จะเห็นกระจกสะท้อนภาพที่มีขนาดเล็ก ซึ่งแคนนอนแคลมว่าออกแบบมาให้รับกับเซ็นเซอร์ภาพแบบ APS-C ที่มีขนาดเล็กกว่าฟิล์ม ซึ่งชุดชัตเตอร์ของ EOS 30D ได้ผ่านการทดสอบการทำงานอย่างหนักหน่วงด้วยการทำงานถึง 100,000 ครั้ง โดยที่ชัตเตอร์ยังทำงานปกติและแม่นยำ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับช่างภาพมืออาชีพได้มากยิ่งขึ้น ที่นำข้อมูลตรงนี้มาเป็นจุดขาย ซึ่งมักจะมีให้เห็นในกล้องระดับมืออาชีพเท่านั้น โดยระบบชัตเตอร์จะทำงานตั้งแต่ 30-1/8000 วินาที และมีความเเร็วชัตเตอร์สัมพันธ์แฟลชที่ 1/250 วินาทีเลยทีเดียว เสียงชัตเตอร์ของ EOS 30D นี้มีความนุ่มนวลสูงมากและมีเสียงที่ค่อนข้างเบา
ทางด้านซ้ายของบอดี้ส่วนหน้านี้ EOS 30D ทำส่วนดค้งมนได้อย่างลงตัวรับกับบอดี้ทั้งหมด บริเวณข้างเมาท์เลนส์ทางด้านล่าง เป็นปุ่มกดเช็คชัดลึกแบบไฟฟ้าที่กดใช้ได้สะดวก และเป็นตำแหน่งมาตรฐานของแคนนอนแทบทุกรุ่น ถัดขึ้นมาเป้นปุ่มกดล็อกเลนส์ขนาดใหญ่ และถัดขึ้นมาอีกเป็นปุ่มเปิดการทำงานของแฟลชป๊อปอัพที่อยู่ด้านบนตัวกล้อง ใกล้ ๆ กันเป็นป้ายบอกชื่อรุ่นEOS 30D สไตล์เดียวกับ EOS 5D ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม
ด้านบนตัวกล้องเริ่มจากด้านขวา เป็นจอ LCD แสดงข้อมูลการใช้งานที่มีขนาดและการจัดวางฟังก์ชั่นต่าง ๆ เหมือนกับ EOS 20D โดยสามารถแสดงข้อมูลการใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องแบบความเร็วสูง ที่มีสัญลักษณ์ H กำกับไว้ให้ชัดเจน ส่วนฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง คือระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด 3.5% ( Spot) ที่บริเวณกลางภาพ ซึ่งปกติแล้วกล้องระดับกึ่งอาชีพของแคนนอน จะมีแค่ระบบวัดแสงเฉพาะส่วน ( Partial)เท่านั้น โดยมีพื้นที่การวัดแสงกว้าง 9% ในช่องมองภาพ ซึ่งระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุดที่ใส่เข้ามานี้ บอกเป็นนัย ๆ ว่า EOS 30D เป็นกล้องสำหรับมืออาชีพนั่นเอง ต่อมาคือสัญลักษณ์ บอกสถานะของแบตเตอรี่ ซึ่งจะแบ่งการเตือนออกเป็น 4 ระดับ เริ่มจากแบตเตอร์เต็ม, แบตเตอรี่อ่อน ( ลดลงครึ่งหนึ่ง), แบตเตอรี่ใกล้จะหมด (ลดลงครึ่งหนึ่งพร้อมกระพริบเตือน) และแบตเตอรี่หมดพร้อมกระพริบเตือน ที่ทำให้การบอกข้อมูลมีความละเอียดมากขึ้น
ปุ่มปรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพที่ใช้งานบ่อยแคนนอนวางเรียงไว้เหนือจอมอนิเตอร์ 4 ปุ่ม ประกอบด้วยปุ่มเลือกระบบวัดแสงและชดเชยแฟลช, ปุ่มเลือกระบบเลื่อนภาพแบบทีละภาพ ต่อเนื่อง และหน่วงเวลาถ่ายภาพ อยุ่ร่วมกับปุ่มปรับความไวแสง,ปุ่มเลือกระบบโฟกัสแบบ One Shot, Al Focus, Al Servo และเลือกไวท์บาลานซ์ ทั้งแบบอัตโนมัติและแมนนวล 7 แบบ พร้อมไวท์บาลานซ์แบบเคลวิน ที่เลือกอุณหภูมิแสงได้โดยตรงจาก 2800-10000 เคลวิน แบ่งละเอียดขั้นละ 100 เคลวิน โดยปุ่มทั้งสามนี้แยกการปรับใช้งานด้วยการหมุนวงแหวนควบคุมหลักและวงแหวนควบคุมรองเพื่อเลือกใช้งานปุ่มสุดท้ายเป็นปุ่มเปิดไฟส่องจอมอนิเตอร์
ด้านหัวกระโหลกกล้องเป็นแฟลชป๊อปอัพขนาดเล็ก เมื่อเปิดออกจะยกตัวขึ้นสูงมากเท่ากับ EOS 20D ช่วยให้มุมกระจายแสงแฟลชทำให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยระบบแฟลชจะทำงานแบบ E-TTL II ครอบคลุมถึงช่วงเลนส์ 27 มม. โดยมีไกด์นัมเบอร์ (GN) 13 ถัดมาทางด้ายซ้ายจะเห็นความเปลี่ยนแปลงจาก EOS 20D ชัดเจน ด้วยวงแหวนเลือกระบบบันทึกภาพ ซึ่งออกแบบใหม่หมดคล้ายรุ่น EOS 5D ที่มีความนูนของวงแหวนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยและใช้วัสดุที่มีความสวยงามแข็งแรงมากกว่าเดิม โดยบนวงแหวนสกรีนตัวอักษรโหมดบันทึกภาพไว้อย่างสวยงามมองเห็นชัดเจน เริ่มโหมด A-DEP, M, Av, Tv และ P ซึ่งเป็นโหมดที่จำเป็นสำหรับมืออาชีพ
ต่อมาเป็นโหมด Green Zone สำหรับการถ่ายภาพแบบอัตโนมัตเต็มรูปแบบ ซึ่งในEOS 30D ยังคงคำนึงถึงผู้ใช้งานทั่วไปด้วย จึงใส่ระบบบันทึกภาพแบบรูปภาพมาให้ด้วย โดยมีโหมดรูปภาพมาให้ใช้ 6 แบบ เริ่มจากโหมดถ่ายภาพบุคคล, โหมดถ่ายภาพวิวทิวทัศน์,โหมดถ่ายภาพวิวทิวทัศน์, โหมดถ่ายภาพดอกไม้มาโคร,โหมดถ่ายภาพกีฬา,โหมดถ่ายและภาพบุคคลเวลากลางคืน และสุดท้ายเป็นโหมดไม่ใช้แฟลชถ่ายภาพ
มาสู่ด้านหลังตัวกล้อง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเส้นสายการออกแบบที่แตกต่างจาก EOS 20D โดยสิ้นเชิง ซึ่งโดยรวมแล้วหากไม่บอกก็อาจจะนึกว่าเป็น EOS 5D เอาได้ง่าย ๆ เริ่มจากปุ่มเลือกจุดโฟกัสที่อยู่ทางด้านขวาสุดด้านหลังกริปจับ กดใช้งานได้สะดวกด้วยนิ้วโป้งมือขวาเมื่อถือตัวกล้องอยู่ ถัดมาเป็นปุ่มล็อกค่าความจำ โดยสามารถล็อกได้ทั้งค่าแสงและโฟกัสด้วยการตั้งค่าในคัสตอมฟังก์ชั่น ซึ่งปุ่มทั้งสองนี้เมื่อยู่ในโหมด Playback จะใช้เป็นปุ่มซูมขยายภาพที่ถ่ายไปแล้วได้ทันที โดยใช้งานร่วมกับจอยสติ๊กที่อยู่ด้านข้างของจอ LCD เพื่อเลื่อนดูส่วนต่างๆ บนภาพ
ถัดมาเป็นวงแหวนควลคุมรองตามสไตล์ของแคนนอน ซึ่งใช้เลือกขนาดรูรับแสงในโหมดแมนนวลหรือชดเชยแสงในโหมดโปรแกรม หรือ Av หรือ Tv และใช้สำหรับเลื่อนเข้าฟังก์ชั่นที่ต้องการในเมนูโหมด ส่วนปุ่มตรงกลางเป็นปุ่ม OK สำหรับกดเลือกฟังก์ชั่นที่ต้องการ ข้างๆ กันเป็นสัญลักษณ์ไฟ LED ใช้กะพริบเตือนสถานะการทำงานของกล้องและบันทึกข้อมูลลงสู่การ์ดจัดเก็บภาพ ถัดลงมาเป็นสวิทช์เปิดปิดระบบการทำงานของตัวกล้องแบบคานผลักได้ยังตำแหน่ง ON/OFF ซึ่งออกแบบให้มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิม และปรับใช้ได้สะดวกโดยไม่ต้องมอง
ถัดจากจอ LCD มาทางด้านซ้าย จะเห็นปุ่ม 4 ปุ่มวางเรียงกัน ซึ่งปุ่มทั้งสี่นี้ได้ถูกออกแบบใหม่ให้มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิม และปรับใช้ได้สะดวกโดยไม่ต้องมอง
ถัดจากจอ LCD มาทางด้านซ้าย จะเห็นปุ่ม 4 ปุ่มวางเรียงกัน ซึ่งปุ่มทั้ง 4 นี้ได้ถูกออกแบบใหม่ให้มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิม เพื่อให้สามารถกดใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง เริ่มจากปุ่ม Menu สำหรับเข้าไปเลือกฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวกล้อง, ปุ่ม INFO สำหรับการเลือกแสดงข้อมูลบนจอ LCD, ปุ่ม JUMP สำหรับการเลือกดูข้อมูลแบบรวดเร็วโดยข้ามไปเป็นส่วน หรือถ้าอยู่ในโหมดดูภาพก็จะข้ามไปทีละ 10 ภาพ หรือ 100 ภาพได้ทันที เพื่อการค้นหาภาพจำนวนมากด้วยความรวดเร็ว และสุดท้ายเป็นปุ่ม Playback
ส่วนปุ่มที่อยู่ใต้จอ LCD เป็นปุ่มลบภาพที่สามารถเลือกลบแบบที่ละภาพหรือลบทั้งหมดก็ได้ และที่เพิ่มเข้ามาอีกปุ่มหนึ่งซึ่งไม่มีใน EOS 20D นั่นก็คือ ปุ่มสั่งพิมพ์ภาพโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ซึ่งเมื่อต่อกล้องเข้ากับปริ้นท์เตอร์ที่มีระบบ Direct Print ก็จะสั่งพิมพ์ภาพที่ต้องการได้ในทันที
ด้านขวาของตัวกล้อง เป็นฝาปิดช่องบรรจุเมมโมรี่การ์ดแบบ CF Type I/II หรือ Microdriver ซึ่งใช้การเลื่อนแล้วเปิดฝาออก โดยที่กล้องสามารถรองรับความจุการ์ดได้มากกว่า 2 GB ขึ้นไป ข้ามมาทางด้านซ้าย เป็นช่องอินเตอร์เฟสที่ปิดเอาไว้ด้วย ฝาปิดที่ทำด้วยยางรูปแบบเดียวกันกับ EOS 20D ซึ่งแบ่งโซนการใช้งานเอาไว้อย่างลงตัวดีอยู่แล้ว โดยฝาปิดด้านบนจะเป็นช่อง USB 2.0 และ Video Out ส่วนฝาปิดด้านล่างเป็นช่องเสียบสายซิงค์แฟลชแบบ PC และช่องเสียบสายลั่นชัตเตอร์แบบไฟฟ้า
ด้านล่างของตัวกล้องบริเวณกริปจับ เป็นช่องบรรจุแบตเตอรี่ชาร์จแบบลิเธี่ยมไอออนรุ่น BP-511, BP-512 และ BP-514 เป็นต้น นอกจากนี้หากคุณเป็นผู้ที่ใช้ EOS 20D อยู่ก่อนแล้ว ก็สามารถนำแบตเตอรี่กริปรุ่น BG-E2 มาใช้งานทันที
ผลการใช้งาน : เลนส์ที่ผมใช้ในการทดสอบร่วมครั้งนี้ ก็มี EF 17-40 มม. f/4L USM, EF-S 60 มม. f/2.8 Macro USM และ EF 70-200 มม. f/2.8L USM
ซึ่งการใช้งานกัลเลนส์มุมกว้างระดับโปรอย่าง EF 17-40 มม.นั้น ผมยอมรับว่าน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ทั้งการเข้ากันของบอดี้กับตัวเลนส์ และน้ำหนักในการจับถือแม้จะไม่ได้สวมแบตเตอรี่กริป การใช้งานถือว่าลงตัวอย่างมาก เพราะมีขนาดที่เล็กกะทัดรัด สามารถสะพายไปถ่ายภาพได้ด้วยน้ำหนักที่ไม่มากนัก ซึ่งหากสวมแบตเตอรี่กริปแล้ว จะทำให้การถ่ายภาพพวกแฟชั่นหรืองานบุคคล มีความสะดวกในการถ่ายภาพแนวตั้งมากยิ่งขึ้น ส่วนกับเลนส์เทเลโฟโต้อย่าง FE 70-200 มม. ผมได้เพียงทำการทดลองถ่ายภาพในสถานที่เท่านั้น ด้วยเหตุผลการหยิบยืมจากเพื่อนช่างภาพซึ่งมีงานค่อนข้างชุก ซึ่งการใช้งานร่วมกับเลนส์ระดับโปรที่มีน้ำหนักแบะขนาดค่อนข้างใหญ่นั้น สมควรอย่างิย่งที่จะให้แบตเตอรี่กริปเสริม จะทำให้จับถือตัวกล้องได้ถนัดมากยิ่งขึ้น
ส่วนการทำงานของระบบโฟกัสนั้น หายห่วงในเรื่องความเร็ว ซึ่งแคนนอนทำได้ดีเยี่ยมอยู่แล้วในเลนส์เกรดโปรแบบมีมอเตอร์ในตัวเลนส์ การแทรคเข้าหาจุดโฟกัสทำได้ในทันที รวดเร็วและแม่นยำไม่ต่างจาก EOS 20D เดิม ส่วนการทำงานร่วมกับเลนส์มาโครอย่าง EF-S 60 มม.นั้น ความเร็วในการโฟกัสก็คือว่ารวดเร็วมากสำหรับกล้องระดับกึ่งมืออาชีพ โดยรวมแล้วการหาโฟกัสของ EOS 30D ทำได้ดีเช่นเดียวกับ EOS 20D
ส่วนคุณภาพของภาพถ่าย เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วว่าเซ็นเซอร์ภาพของ EOS 30D นั้น มีความโดดเด่นในเรื่องของการควบคุม Noise ได้อย่างดีเยี่ยม ยากจะหากล้องรุ่นใดเทียบได้ (สาวกแคนนอนคงรู้ดี) จากการทดสอบถ่ายภาพที่ความไวแสง ISO 800 ภาพที่ได้ยังคงสดใส รายละเอียดและความคมชัดของภาพดีเยี่ยม โดยปรากฎ Noise ให้เห็นน้อยมากในส่วนที่เป็นเงามืดของภาพแบบลายเสื่อ ซึ่งเป็นรูปแบบของ Noise ในเซ็นเซอร์ภาพแบบ CMOS และสามารถแก้ไขได้ด้วยซอฟท์แวร์ในคอมพิวเตอร์ ส่วนที่ความไวแสงสูงๆ อย่าง ISO 1600 นั้น จะมี Noise ให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากเป็นเซ็นเซอรืภาพแบบ CCD จะปรากฎ Noise ชัดเจนทั่วทั้งภาพเลยทีเดียว ส่วนที่ความไวแสงต่ำๆ อย่าง ISO 100-400 นั้น แทบไม่ต้องกังวลในเรื่องคุณภาพที่จะได้เลย ภาพที่ได้จะมีความใสเคลียร์ดีเยี่ยม ความคมชัดทำได้น่าประทับใจสุดๆ
ความไวแสงที่ปรับได้ละเอียดแบบ 1/3 สตอป ก็เป็นฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับช่างภาพอาชีพ เพราะบางครั้งเราจะไม่อยากปรับความไวแสงเพิ่มขึ้นครั้งละ 1 สตอปเต็มๆ เพราะต้องการจะรักษาคุณภาพของภาพเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่นการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ผมมักจะเลือกให้ความไวแสงที่ ISO 640 อยู่บ่อยๆ เพราะเป็นความไวแสงแที่มี Noise กำลังพอดี ไม่มากเกินไป และยังได้คุณภาพของภาพที่ดีอยู่ ดังนั้นการปรับค่าไวแสงแบบละเอียดได้จึงเป็นฟังก์ชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์อย่างมาก
ส่วนโหมด Picture Style ที่นำมาจาก EOS 5D นั้น นับว่ามีประโยชน์มากๆ กับผู้ที่นิยมถ่ายภาพแบบไฟล์ JPEG ที่ต้องตั้งค่าการถ่ายภาพล่วงหน้า ซึ่งโหมด Picture Style นี้ จะช่วยให้คุณกำหนดรูปแบบของสีสัน คอนทราสต์ ความอิ่มตัวของสี และความคมชัดของภาพได้ล่วงหน้าก่อนการถ่ายภาพ โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขในคอมพิวเตอร์ภายหลัง ที่สำคัญคือเป็นโหมดที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย และใช้ประโยชน์ได้จริง เหมือนกับการเลือกฟิลม์ให้เหมาะกับภาพที่จะถ่ายนั่นแหละครับ ยิ่งถ้าหากเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องการปรับแต่งอย่างละเอียดแล้ว ก็จะสามารถปรับชิฟท์สีสันและคอนทราสต์ของภาพได้อย่างใจเลยทีเดียว โดยรวมแล้วเป็นโหมดที่ถือว่าน่าใช้งานลและมีความจำเป็นในการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้
ส่วนผู้ที่นิยมการถ่ายภาพด้วยไฟล์ RAW ก็ไม่ต้องพะวงกับ Picture Style มากนัก เพราะสามารถปรับเปลี่ยน Picture Style ได้ภายหลังในคอมพิวเตอร์ อีกโหมดหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือโหมด Picture Style แบบภาพขาวดำ ที่สามารถเลือกสีของฟิลเตอร์ได้ภายในตัวกล้อง ซึ่งจะเป็นการปรับคอนทราสต์และสร้างสรรค์ภาพได้ไม่ต่างจากการใช้ฟิลเตอร์สีจริงๆ ที่สำคัญคือเราไม่ต้องพกฟิลเตอร์สีต่างๆ ไปให้หนักกระเป๋าเลย
การถ่ายภาพแบบต่อเนื่องที่สามารถเลือกความเร็วได้นั้น ผู้ใช้งานแบบสมัครเล่นอาจมองว่าไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก แต่กับงานอาชีพแล้วมันเป็นฟังก์ชั่นที่จำเป็นต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก เช่น การถ่ายภาพบุคคลหรือแฟชั่นทั่วไป ผมมักจะเลือกความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องอยู่ที่ 3-4 เฟรม/วินาที ซึ่งจะทำให้ได้แอ็คชั่นที่มีความต่อเนื่องกันเกินไปแล้วต้องลบทิ้งภายหลัง ทำให้เสียเวลา ส่วนในการถ่ายภาพกีฬาที่ต้องการจับแอ็คชั่นสวยๆ ด้วยความรวดเร็วแล้ว ผมก็จะถ่ายต่อเนื่องที่ความเร็วสูงสุดเสมอ แล้วนำมาเลือกแอ็กชั่นที่ดีที่สุดภายหลังครับ
สุดท้ายเป็นฟังก์ชั่นที่จะทำให้ผู้ที่ถือ EOS 20D อยู่ต้องร้องอู้หู…เพราะภาพที่พรีวิวอยู่มีขนาดใหญ่มองได้เต็มตาดีจริงๆ ซึ่งจอ LCD ขนาด 2.5 นิ้วนี้เมื่อก่อนมีให้ใช้งานแค่ EOS-1D Mark II N และ EOS 5D เท่านั้น ซึ่งทั้งคู่มีราคาหลักแสน จนช่างภาพงบน้อยไม่สามารถหาซื้อมาได้ โดย EOS 30D เป็นกล้องระดับกึ่งมืออาชีพตัวแรกที่ใช้จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่เท่านี้ และในอนาคตก็จะเป็นขนาดมาตรฐานในกล้อง DSLR ทุกรุ่น นี่ยังไม่รวมถึงขนาดของตัวหนังสือในเมนูโหมดต่างๆ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย จึงทำให้การปรับใช้งานทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น : จากวันที่แคนนอนได้เปิดตัวกล้อง EOS 30D อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และจากวันที่ผมได้ทดสอบการใช้งานมันอย่างจริงจัง ผมก็เริ่มเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในวงการดิจิตอล SLR เพราะฟิเจอร์มากมายที่ถูกบรรจุใน EOS 30D นั้น คือทางเลือกหนึ่งที่เหล่าช่างภาพรอคอยที่จะได้สัมผัสกันมานาน และกับการใช้งานจริงแล้วผมบอกได้คำเดียวว่า มันเป็นกล้องที่เพียบพร้อมครบครัน และน่าใช้มากที่สุดในกล้องระดับกึ่งโปรของแคนนอน
….แล้วจะรีรอทำไมล่ะครับหากราคาของมันย้ยวนใจขนาดนี้
ขอขอบคุณบทความจากนิตยสาร Phototech ปีที่ 15 ฉบับที่ 150 ปี 49



