NIKON D80

Posted on November 22, 2007. Filed under: Digital Camera, Nikon, SLR | Tags: , , , |

บทความ NIKON D80

นิคอนรุกตลาดกล้อง DSLR อีกครัง ด้วยการเปิดตัวกล้องรุ่น D80 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น D70s ออกแบบสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ตั้งแต่นักถ่ายภาพสมัครเล่นที่จริงจังไปจนถึงระดับกึ่งมืออาชีพ โดยเพิ่มขีดความสามารถให้สูงมากยิ่งขึ้นหลายอย่าง มีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ เซ็นเซอร์ CCD ใหม่ ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซล ตัวเดียวกับที่ใช้ใน D200 และโซนี่ Alpha 100 และยังคงผลิตที่โรงงานนิคอนในจังหวัดอยุธยาเหมือนเดิม ก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายทั่วโลก โดยมีตัวอักษรกำกับว่า Made in Thailand ชัดเจน และต่อไปนี้คือคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจของ D80 ครับ

1. เซ็นเซอร์ภาพใหม่แบบ CCD ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซลในฟอร์แมต DX ขนาด APS-C เลนส์ที่นำมาใช้จึงต้องคูณความยาวโฟกัสเพิ่ม 1.5 เท่า ขนาดไฟล์บันทึกได้ใหญ่สุดคือ 3872×2592 พิกเซล และยังปรับเลือกขนาดภาพที่ต้องการได้อีกหลายระดับ แสดงสีได้ 12 บิต/สี ให้ภาพที่คมชัด สีสันสวยงาม และเก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วนสมจริง

2. หน่วยประมวลผลใหม่ความเร็วสูง ทำให้การบันทึกภาพ และระบบการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่แพ้กล้องรุ่นโปร

3. ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 เฟรม/วินาที ต่อเนื่องสูงสุด 100 ภาพที่ไฟล์ JPEG Fine M หรือเล็กกว่า หากเลือกเป็นไฟล์ RAW จะถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 6 ภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพสิ่งเครื่องไหวต่างๆ ที่มีความเร็วชัตเตอร์ 1/4000-30 วินาที เพียงพอกับการใช้งานทุกรูปแบบ หรือจะใช้ชัตเตอร์ B และระบบถ่ายภาพซ้อนก็ได้ เมื่อใช้แฟลชจะสัมพันธ์กับแฟลชที่ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/200 วินาที

4. ระบบวัดแสงเป็นแบบ 3D Color Matrix Metering II ลิขสิทธ์เฉพาะนิคอน วัดแสงได้เที่ยงตรงในทุกสภาพแสง มีระบบวัดแสง สัมพันธ์กับจุดโฟกัสทั้ง 11 จุดเช่นเดียวกับ D2Xs และ D200 ด้วยเซ็นเซอร์แบบกรอบกว้าง 420 พิกเซล กล้องจะวัดแสงแล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกับตัวอย่างในฐานข้อมูลมากกว่า 30,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้จะประมวลผลจากค่าความสว่าง สี คอนทราสต์ จุดที่เลือกโฟกัส และระยะห่างระหว่างกล้องกับวัถุ และยังใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางหรือแบบเฉพาะจุด สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว พร้อมด้วยระบบถ่ายภาพคร่อมอัตโนมัติ และปรับชดเชยแสงได้

5. ระบบออโต้โฟกัสใหม่แบบ 11 จุด กระจายตำแหน่งทั่วทั้งภาพ ด้วยเซ็นเซอร์ MULTI-CAM 1000 แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น D200 โฟกัสได้รวดเร็ว และติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุได้อย่างแม่นยำ เลือกเฉพาะจุดโฟกัสที่ต้องการหรือจะเลือกโฟกัสแบบกลุ่ม สำหรับการถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหวก็ได้ มีระบบโฟกัสแบบทีละภาพ ต่อเนื่อง และออโต้เลือกระบบโฟกัสเอง รวมทั้งระบบแมนนวลโฟกัส พร้อมโหมด Auto-area AF ปรับเลือกพื้นที่โฟกัสแบบแนวกว้างได้

6. ความไวแสงปรับได้จาก ISO 100-1600 แบ่งละเอียดขั้นละ 1/3 EV หรือบูสท์ให้สูงขึ้นไปอีกเลือกได้ 3 ระดับ คือ Hi-0.3, Hi-0.7 และ Hi-1.0 หรือจะให้กล้องเลือกความไวแสงให้โดยอัตโนมัติก็ได้ เพื่อความสะดวกคล่องตัวในการใช้งานทุกสภาพแสง

7. ปรับเลือกไวท์บาลานซ์ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้งานแบบง่ายๆ ออโต้ไวท์บาลานซ์-AWB ให้สีที่ถูกต้องตามธรรมชาติ หรือเลือกปรับตั้งเองให้เหมาะสมกับสภาพแสงได้ 6 แบบคือ แสงไฟทังสเตน, ฟลูออเรสเซนท์, แสงอาทิตย์, แฟลช, มีเมฆ, และในที่ร่ม พร้อมระบบถ่ายทอดคร่อมไวท์บาลานซ์อัตโนมัติสำหรับโหมดสี..มีให้เลือกใช้งานได้สามแบบตามความเหมาะสม คือ Mode la ให้สีแบบ sRGB ถ่ายทอดสีผิวได้ถูกต้องสมจริง, Mode II สีแบบ Adobe RGB ให้เฉดสีที่กว้างกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์หรืองานตกแต่งภาพ สุดท้ายคือ Mode IIIa สีแบบ sRGB ให้สีทิวทัศน์ที่สดใสกว่าปกติ

8. ระบบบันทึกภาพ P A S M พร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปเลือกได้ 7 แบบ (Auto, Portrait, Landscape, Close up, Sports, Nighandscape และ Night Protrait ) กล้องทำการปรับไวท์บาลานซ์ โทนภาพ ความคมชัด สี และค่าความอิ่มตัวของสีที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ ตามรูปแบบของแต่ละโปรแกรม

9. ตอบสนองการทำงานอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้งานแทบจะทันทีหลังเปิดสวิทช์ ด้วยเวลาเพียง 0.18 วินาที และช่วงเวลา Time Lag สั้นเพียง 80 มิลลิวินาที

10. จอ LCD ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว เช่นเดียวกับกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทั้งหลายในปัจจุบัน โดยมีมุมมองที่กว้างเป็น 170 องศา มองเห็นภาพชัดเจนจากทางด้านข้างทั้งสี่ด้าน ซูมขยายภาพในโหมด Playblack ได้สูงสุด 25 เท่า (ภาพขนาด L) พร้อมแสดงกราฟฮิสโตแกรมแบบ RGB รวม หรือจะแยกดูแต่ละสีก็ได้เพื่อตรวจสอบโทนภาพที่ได้ การออกแบบเมนูมีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ใช้ตัวอักษรและไอคอนที่มีขนาดใหญ่ และมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่น My Menu ที่ผู้ใช้เลือกแสดงเฉพาะหัวข้อเมนูที่ต้องการได้ไม่จำเป็นต้องแสดงทั้งหมด ทำให้การค้นหาและเรียกใช้งานรวดเร็วมากขึ้น

11. ช่องมองภาพแบบเพนทาปริซึม มีความสว่างสูงอัตราขยาย 0.94 เท่า ซึ่งไม่มีในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่ และปรับแก้สายตาได้ -2 ถึง +1
ไดออฟเตอร์

12. ระบบเฟลช i-TTL flash control รองรับระบบแฟลช Nikon Creative Lighting System เต็มรูปแบบ มีแฟลชป๊อปอัพในตัว สามารถใช้แฟลชไร้สายโดยทำงานร่วมกับแฟลชรุ่น SB-600, SB-800 และ SB-R200 (แฟลชสำหรับถ่ายภาพมาโครโดยเฉพาะ)

13. มีระบบการทำงานครบครัน เช่นเดียวกับ DSLR รุ่นอื่นๆของนิคอน สามารถเลือกปรับแต่งภาพได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับความอิ่มตัวของสีคอนทราสต์ หรือจะเลือกถ่ายภาพแบบขาวดำก็ได้ มีฟิลเตอร์ขาวดำให้เลือกใช้เพื่อผลพิเศษ 4 แบบ รวมทั้งมีฟังก์ชั่นพิเศษสำหรับปรังแต่งแก้ใขรีทัชภาพ อาทิ D-Lighting ปรับบาลานซ์ส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพได้จากที่ตัวกล้อง, Red-eye correction, Trim, Image, Overlay, Monochrome settings (Black-and-white, Sepia, Cyanotype) และ Filter Effects (Skylight, Warm filter, Color balance)

14. สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ เพื่อสร้างสรรค์ภาพิเศษได้แบบเดียวกับที่ใช้ในกล้องฟีล์ม

15. รองรับการใช้งานกับซอฟท์แวร์ใหม่ Nikon Capture NX (ซื้อเพิ่มต่างหาก) สำหรับประมวลผลภาพและปรับแต่งภาพ รองรับไฟล์ NEF หรือไฟล์ RAW ของนิคอนเต็มรูปแบบ ปรับแต่งภาพได้หลากหลายตามที่ต้องการ และด้วยเทคโนโลยีใหม่ U Point ช่วยให้ปรับแต่งภาพได้อย่างง่ายดาย เพียงเลือกจุดที่ต้องการในภาพ แล้วเลือกผลพิเศษที่ต้องการ เช่น ปรับแต่งความสว่าง คอนทราสต์ และความอิ่มตัวของสี โดยมีผลเฉพาะบริเวณที่เลือกเอาไว้เท่านี้น ทั้งนี้รอบรับการทำงานจากไฟล์ NEF, JPEG, TIFF หรือไฟล์จากกล้องดิจิตอลอื่นๆ และยังมีซอฟต์แวร์ Carmera Control Pro (ซื้อเพิ่ม) สำหรับควบคุมการถ่ายภาพจากจอคอมพิวเตอร์ โดยส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรงในระหว่างบันทึกภาพ สำหรับซอฟท์แวร์ที่ให้มาพร้อมกล้องคือ ure Project ช่วยให้การจัดการภาพเป็นเรื่องง่าย รวมไปถึงการตกแต่งภาพและแชร์ภาพก็ทำได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการส่งภาพทางอีเมล์ แสดงภาพแบบสไลด์โชว์ บันทึกลงแผ่น CD/DVD และฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย

16. ใช้เลนส์เมาท์ Nikon AF รองรับเลนส์ AF Nikkor ทุกรุ่น รวมทั้งเลนส์ DX NIkkor ซึ่งออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR ฟอร์แมต DX โดยเฉพาะให้ภาพที่มีคุณภาพสูง

17. อินเตอร์เฟสความเร็วสูง USB 2.0 Hi Speed จัดเก็บภาพด้วยการ์ด SD การกินพลังงานต่ำ ใช้แบตเตอรี่ EN-EL3e เมื่อชาร์จไฟเต็ม สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 2700 ภาพ

18. ตัวกล้องมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าเมื่อเทียบกับ D200 โดยมีขนาด132×103x77 มม. และหนัก 585 กรัม หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น สามารถซื้อแบตเตอรี่แพ็ครุ่น MB-D80 ซึ่งไม่มีในรุ่น D70/D70s ทำให้ถ่ายภาพในแนวตั้งสะดวกมากยิ่งขึ้น


ความคิดเห็น :
แม้ว่าจะเป็นกล้อง DSLR ระดับกลางสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป แต่สเปคใกล้เคียงกับรุ่น D200 มาก การออกแบบก็ทำได้สวยงามน่าใช้ ตัวกล้องเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกในการนำไปใช้งานตามที่ต่างๆ และเมื่อประกอบเข้ากับแบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 เพิ่มความสวยงามดุดันเหมือนกล้องระดับมืออาชีพ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่งบไม่พอสำหรับ D200 จุดเด่นอีกอย่างคือช่องมองภาพขนาดใหญ่ อัตราขยาย 0.94x ทำให้ช่องมองมีความสว่างสูง มองดูภาพได้สบายตา และที่เหนืออื่นใดคือการใช้เซ็นเซอร์แบบ CCD ความละเอียดสูง 10.2 ล้านพิกเซล เหมาะอย่างยิ่งกับงานขยายภาพขนาดใหญ่คุณภาพสูง

ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 เฟรม/วินาที เป็นเรื่องปกติของกล้องราคาระดับนี้ แต่ที่น่าสนใจคือบัฟเฟอร์สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้ถึง 100 ภาพ เมื่อเลือกไฟล์ JPEG ขนาด M ทำให้การถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหว เช่น ภาพกีฬา ภาพข่าว หรือภาพ สัตว์ป่า มีโอกาสได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่พลาดเสี้ยววินาทีสำคัญ และระบบออโต้โฟกัสใหม่ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง มีจุดโฟกัสถึง 11 จุดแบบเดียวกับ D200 ทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้องเกือบทุกรุ่นของนิคอน

แป้นหมุนเลือกโหมดและปุ่มปรับต่างๆ ยังออกแบบคล้ายกับกล้องรุ่นอื่นของนิคอน ปรับใช้งานสะดวกและรวดเร็ว หากเคยใช้กล้องนิคอนมาก่อนจะทำความเข้าใจได้ง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาวิธีการใช้งานมากมาย สำหรับจอ LCD ใหม่ขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล ถือเป็นมารฐานของกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทุกรุ่นในปัจจุบัน ข้อดีอีกอย่างคือแบตเตอรี่ใหม่ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม คือถ่ายภาพได้มากกว่า 2,000 ภาพต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง หากใช้แบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 แล้วใส่แบตเตอรี่ EN-EL3e สองก้อน จะถ่ายภาพได้มากกว่า 5,000 ภาพ หมดกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดแล้วหาที่ชาร์จไม่ได้

สุดท้ายคือเรื่องราคา สำหรับในอเมริการาคาเฉพาะบอดีไม่ถึงสี่หมื่นบาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าใจมากเมื่อเทียบกับสเปคขนาดนี้ คาดว่าจะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ โดยที่มีคู่เปรียบเทียบก็คือ โซนี่ Alpha 100 และแคนนอน EOS 400D ที่มีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกัน และยังมีความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซลเหมือนกัน

สนุกแน่ครับกับตลาดกล้อง DSLR ราคาประหยัดในปีนี้ ที่ยักษ์ใหญ่แต่ละค่ายต่างก็ไม่มีใครยอมใคร

ขอขอบคุณบทความจากนิตยสาร

นิตยสาร FOTOTECH ปีที่ 5 ฉบับที่ 154
กันยายน 2549

Make a Comment

Make a Comment: ( None so far )

blockquote and a tags work here.

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...